8 อาหาร ดีสำหรับแม่ตั้งครรภ์

เคยพบเห็นคู่แต่งงานหลายคู่ที่คอนเวิร์สแยกทางกันไป หลังจากฝ่ายหญิงท้องและคลอดลูก โดยเหตุผลของฝ่ายหญิงส่วนหนึ่งมีว่า ฝ่ายชายไม่ดูแลช่วงตั้งครรภ์ บางคนก็นอกใจภรรยา ส่วนเหตุผลของฝ่ายชายมีว่า ฝ่ายหญิงเอาแต่ใจตนเอง อารมณ์เสียมากช่วงตั้งครรภ์ แถมยังอารมณ์ไม่ดีต่อ จนกู่ไม่กลับช่วงหลังคลอดโอ้โห ลดน้ำหนัก

3 เทคนิคดีๆในการดูแลชีวิตคู่ช่วงตั้งครรภ์มีดังนี้ค่ะ ดูแลคนตั้งครรภ์

1. มีการสื่อสารพูดคุยกันตลอดการตั้งครรภ์ อย่าใช้คติพจน์ที่ว่า พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง เพราะทั้งสามีภรรยาคงไม่อาจใช้จิตสัมผัสได้หากไม่พูดให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าตนคิดอย่างไร ธรรมชาติสร้างคำพูดให้สามีภรรยาได้สื่อสารพูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สึก ช่วยแก้ไขปัญหาให้กัน เป็นการลดความเครียดเพิ่มความผูกพันกัน สามีควรถามภรรยาถึงอาการทั้งสบายและไม่สบายขณะตั้งครรภ์ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดการตั้งครรภ์ 9 เดือน หากมีปัญหาก็หาวิธีช่วยเหลือ ภรรยาเองก็ไม่ควรเอาแต่ใจ อย่าคิดว่าตนเองท้องคนเดียว ลำบากคนเดียว อย่าปล่อยให้อารมณ์เสีย ควรควบคุมอารมณ์ตนบ้าง งานวิจัยพบว่าขณะภรรยาท้อง สามีมักเครียดมากขึ้น จนบางคนมีอาการแพ้ท้องตามภรรยา ดังนั้นควรดูแลสามี ถามเขาเรื่องการงาน เพื่อนฝูง ฯลฯ และ…อย่าลืมว่า นอกจากพูด การรับฟังก็ถือว่าเป็นการสื่อสารที่ดีอย่างหนึ่ง หากฝ่ายหนึ่งพูด อีกฝ่ายควรรับฟังอย่างตั้งใจ ด้วยท่าที่เห็นใจ ให้กำลังใจ หากมีข้อขัดแย้ง ฝ่ายใดแรงมา อีกฝ่ายไม่ควรแรงตอบ แต่หาทางปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน มิฉะนั้นจะเสียใจในภายหลัง

2. ลดภาระงาน หากอยากให้สิ่งหนึ่งดี สิ่งหนึ่งอาจจะได้ไม่ดี นี่คือสัจธรรมของทุกชีวิต การตั้งครรภ์ก็เหมือนกัน หากอยากได้ลูกน้อยที่แข็งแรงสมบูรณ์ ต้องลดภาระงานที่ทำลง ชีวิตปัจจุบันต้องปากกัดตีนถีบมากขึ้น คุณแม่จำนวนมากต้องออกทำงานนอกบ้าน ซึ่งมีทั้งความเครียดทางกายและทางใจ ส่วนใหญ่ทำงานนอกบ้านแล้วต้องกลับมาทำงานบ้านอีก สามีจึงควรหาวิธีแบ่งเบาบ้าง บางครอบครัวใช้วิธีหาญาติมาช่วยดูแล บ้างสามีให้ภรรยาลาออกจากงานชั่วคราวก็มี ฯลฯ นอกจากลดภาระงานภรรยา ขณะตั้งครรภ์ สามีควรลดงานตนเองลง เพื่อจะมีเวลาดูแลภรรยามากขึ้น แต่จุ๊…จุ๊…จุ๊…ไม่ใช่เพื่อมีเวลาเที่ยวเตร่มากขึ้นนะคะ

3. เอาใจเขามาใส่ใจเรา สามีควรเอาใจใส่ภรรยาโดยการพาไปฝากครรภ์ หากเป็นไปได้ควรไปส่งภรรยาไปหาหมอทุกครั้ง แม้สามีบางคนจะรู้สึกเบื่อที่ต้องไปนั่งรอเป็นชั่วโมง แต่โปรดรู้ว่า ขณะที่คุณนั่งรอ สายตาของคนเป็นภรรยาที่ชำเลืองมองคุณจะเต็มไปด้วยความชื่นชม สามีควรรับรู้ปัญหาการตั้งครรภ์ของภรรยา(ถ้ามี) และหาทางออกร่วมกับแพทย์ ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลมีโครงการโรงเรียนพ่อแม่ ให้ผู้เป็นพ่อเข้าคอร์สร่วมกับแม่เรียนรู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ การคลอดและการดูแลทารก การเข้าร่วมคอร์สนอกจากทำให้มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลแม่และเด็ก ยังทำให้เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ขณะเดียวกันคนเป็นแม่ก็ต้องเอาใจใส่ความรู้สึกของสามี ชมเชย ยกย่อง ขอบคุณเขาที่ดูแลเราอย่างดี อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือทั้งสามีภรรยาควรมีความซื่อสัตย์ ไม่นอกใจกัน การนอกใจกันถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่สุด อาจทำลายครอบครัวและทำลายอนาคตของลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมา

อาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญสำหรับว่าที่คุณแม่ ทั้งคุณแม่ตั้งครรภ์ และคุณแม่มือใหม่ที่จะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ความเข้าใจและรู้จักอาหารการกินอย่างถูกต้องเหมาะสมและจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ

1.กินอย่างไร เพื่อเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์

เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเป็นแม่ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน คือ

1)กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดูแลร่างกายให้แข็งแรง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม

2)ควรกินอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น นม กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย งาดำ เป็นต้น เพื่อจะได้เสริมสร้างกระดูกของคุณแม่ให้แข็งแรง

3)กินกรดโฟลิกเพื่อบำรุงเลือด โดยเฉพาะคุณแม่ที่อยากจะมีลูก คุณหมอจะแนะนำให้กินกรดโฟลิกเป็นประจำอย่างต่อเนื่องวันละ 400 ไมโครกรัม เป็นเวลา 12 สัปดาห์

2.อาหารบำรุงเลือด

คืออาหารที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดและดูดซึมธาตุเหล็ก ได้แก่

1) ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางของคุณแม่ได้ พบในตับ ไข่แดง เนื้อแดง งา ถั่วแดง ขนมปังโฮลวีต ลูกพรุน ผักโขม ถั่วลันเตา สาหร่ายทะเล เป็นต้น

2) โปรตีน ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กในเนื้อสัตว์ให้มากขึ้น และยังสร้างโปรตีนของเม็ดเลือดแดงได้ด้วย แหล่งอาหารที่มีโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ อาทิ หมู ไก่ กุ้ง ปลา และเนื้อ เป็นต้น

3) โฟเลต อาหารเริมสร้างเม็ดเลือดแดงได้แก่ บร็อกโคลี แคนตาลูป ตับ เนื้อแดง ผักโขม ผักกาดหอม และหน่อไม้ฝรั่ง

4) ทองแดง ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี พบในตับลูกพรุนแห้ง เมล็ดทานตะวัน เต้าหู้แข็ง ช็อกโกแลต เป็นต้น

3.อาหารแก้แพ้ท้อง

เมื่อตั้งครรภ์จะกินอะไรก็ลำบาก เพราะกินไปแต่ละทีก็มีแต่อาเจียนออกมา ทำอย่างไรถึงจะหายแพ้ ลองแก้ด้วยวิธีต่อไปนี้ค่ะ

1) แบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ หลาย ๆ มื้อ เพื่อแก้อาการอยากอาเจียนและเบื่ออาหารของแม่ท้อง

2) จิบน้ำขิงบ่อย ๆ ทีละน้อย เพราะน้ำขิงสามารถแก้อาการคลื่นไส้ได้

3) ติดของว่างไว้ใกล้ๆ ตัว ประเภทขนมปังขิง ขนมปังกรอบ หรือซีเรียลแท่งเล็ก ๆ จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ตื่นนอนตอนเช้าและกลางคืนดึก ๆ

4.ไขมันและคาร์ไบไฮเดรตนั้นสำคัญ

คุณแม่หลายคนที่กลัวอ้วนมักงดอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะไขมันมีประโยชน์และช่วยในเรื่องพัฒนาการของลูกในครรภ์ โดยเฉพาะไขมันชนิดไม่อิ่มตัว หรือไขมันจากพืช เมล็ดพืช เช่น อโวคาโด พืชตระกูลถั่วเมล็ดทานตะวัน ส่วนไขมันจากปลาก็ได้แก่ ปลาที่ไม่ติดส่วนมัน เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เป็นต้น

ขณะที่ คาร์โบไฮเดรต คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องได้รับพลังงานมากกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 300-500 กิโลแคลอรี ซึ่งแหล่งพลังงานส่วนใหญ่ ก็มาจากแป้ง ข้าว น้ำตาล และผลไม้ ดังนั้น คุณแม่ควรกินอาหารประเภทที่มีกากใยโปรตีน ใยอาหาร เกลือแร่ และวิตามิน รวมอยู่ด้วย อันได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ถั่ว ผลไม้ ที่มีกากใย และธัญพืชต่าง ๆ ฯลฯ

5.กินผัก เพื่อลูก

คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนไม่ชอบกินผัก แต่ยามนี้ ผักมีประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์ค่ะ ดังนั้นจึงควรพยายามกินให้ได้นะคะ

1) ผักสีเขียว ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ขับถ่ายง่าย เริ่มจากผักบุ้งถือเป็นผักที่กินง่ายที่สุด จากนั้นค่อยๆ ไล่ระดับไปจากผักบุ้งเป็นผักตำลึง บร็อกโคลี ผักกาด ผักคะน้า ไปเรื่อยๆ

2) ผักสีขาว ช่วยต้านมะเร็งและช่วยย่อยอาหาร เช่น ผักกาดขาว หัวไชเท้า ที่นำมาทำน้ำซุป และรสหวานไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวทำให้กินได้ง่าย

3) ผักสีส้ม ได้แก่ แครอต ฟักทอง โดยเฉพาะฟักทองนำมาทำเป็นของหวานก็ได้ หากคุณแม่ไม่ชอบอาหารคาว แต่ต้องระวังความหวานจากน้ำตาลที่ใช้ประกอบด้วย

4) ผักสีแดง คุณสมบัติคือช่วยชะลอความแก่ ได้แก่ มะเขือเทศ บีตรูต พริกหวาน

 

5) ผักสีม่วง ป้องกันอันตรายที่สะสมในเส้นเลือดและป้องกันโรคหัวใจ ได้แก่ กะหล่ำปลีสีม่วง และมะเขือม่วงดูแลคนท้อง

Post Navigation